การเรียนรู้
(1)
ชีวิตผม เป็นชีวิตที่ถูกลิขิตให้ยุ่งเหยิง…
ผมเรียนหนัก… แม้ว่าผมอาจไม่ได้ให้น้ำหนักกับการเรียน(ในห้องเรียน)เป็นเรื่องแรกในชีวิต แต่ปฏิเสธลำบากว่าการเรียนแพทย์ใช้ความอุตสาหะพยายาม ความอดทนบากบั่นมาก ทั้งในการเรียนและการปฏิสัมพันธ์ สื่อสารกับผู้อื่น ปีหน้า ปีหก เป็นปีสุดท้ายของปริญญาใบหนึ่งแต่เป็นจุดเล็กๆในการเริ่มต้นของชีวิตการเป็นแพทย์ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การดำรงไว้ในจริยธรรมและ “ความเป็นคน” และอย่าพยายามให้เกิด Dehumanization คือการเริ่มเห็นผู้ป่วยเป็นงานเคยชินจนลืมนึกถึงความเป็นคนของผู้ป่วย
ผมทำกิจกรรมมาก… ผมมองว่ากิจกรรมในองค์กรที่อยู่เกือบทุกกิจกรรม เป็นหน้าที่ที่เราต้องเข้าร่วม ในฐานะสมาชิกคนหนึ่ง ตัวอย่างเช่นกิจกรรมการรับน้อง กิจกรรมเชิงพัฒนาในคณะต่างๆ ผมเป็นหนึ่งในรุ่นพี่ที่ทำกิจกรรมและพบรุ่นน้องอยู่เสมอ แม้ว่าท่านอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล จะบอกว่าเป็นกิจกรรมของพวกลูกทุนนิยม แต่ผมในฐานะผู้ปฏิบัติ(และอาจเป็นพวกลูกทุนนิยมด้วย)พบว่า มีข้อดีอยู่มากในหลายกิจกรรม การกระชับความสัมพันธ์ การถ่ายทอดอุดมการณ์ ประสบการณ์ และการสร้างความเป็นปึกแผ่น ความสามัคคี ความรักในองค์กร ของสมาชิกที่มากขึ้น นอกจากกิจกรรมในคณะ ผมยังร่วมกิจกรรมระดับมหาวิทยาลัย และกับองค์กรต่างๆ กิจกรรมนอกตำราที่ริเริ่มขึ้นมาเอง เหล่านี้ได้แนวคิดมาจากอาจารย์แพทย์ผู้ล่วงลับ(พญ.บุญเชียร ปานเสถียรกุล) กับการเป็นแพทย์ที่ดีไม่ใช่ดีกับผู้ป่วยเท่านั้น ยังต้องเป็นนักต่อสู้กับความชั่วร้ายในองค์กรทั้งปวงอีกด้วย
ผมมีภารกิจทำนอกเหนือจากการเรียนก็อีกมาก… วิ่งไปทั่วในทุกที่ เพื่อค้นหาและเสริมสร้างตัวตนเพิ่มเติม เวลาที่ควรจะได้พักผ่อน ได้ไปท่องเที่ยว กลับกลายเป็นเวลานั่งทำงาน วิ่งพบปะผู้คน ทำภารกิจต่างๆ การเรียนนอกห้องเรียนที่ทำให้เกรดในห้องเรียนไม่ได้สูงมากเฉกเช่นตามกระแสความต้องการคะแนนของนักศึกษาแพทย์ทั่วไป และเชื่อไหมว่าผมไม่สนใจ สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมเหนื่อยสะสมขึ้นทุกวันโดยไม่เคยได้สำรวจตัวเอง และผมไม่ได้มีความสุขมากเมื่อพบความผิดหวังในเรื่องต่างๆ
หลายครั้งผมป่วย หลายครั้งผมเครียด ยิ่งเวลาที่แบ่งให้กับการพักผ่อน ก็เพียงเพื่อให้สามารถตื่นมาทำเรื่องราวเหล่านี้ได้ แต่หาใช่การพักผ่อนเพื่อการพักผ่อน
คนที่ลิขิตชีวิตแบบนี้ คือ ผมเอง…
(2)
ปลายปีที่ผ่านมาผมได้ออกไปต่างจังหวัดกับคณะ พบ “กระบวนกร” จากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี คำว่ากระบวนกรคือผู้ที่ไม่ได้ยัดเหยียดความรู้ต่างๆให้กับเรา แต่ทำให้ผู้เข้าร่วมเกิดการเรียนรู้ตนเอง และการเรียนรู้ร่วมกัน
เป็นช่วงเวลาสั้นๆที่ผมไม่ได้มีคอมพิวเตอร์พกพา และเรื่องงานติดตัว ติดสมอง เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ผมได้อยู่กับตนเองมากขึ้น
ผมเรียนรู้ตนเองมากขึ้น ผมนั่งมองสิ่งที่ทำมาตลอดทั้งชีวิต และซาบซึ้งในชีวิตที่ยังมีอยู่ ผมพบความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งต่างๆ และพบการมองชีวิตในอีกแง่มุมหนึ่ง ในแง่มุมแห่งความเป็นจริง ที่มีทั้งการกระทำดี การกระทำไม่ดี ของมนุษย์ที่ยังเบียดเบียนกันอยู่ไม่จบสิ้น
ผมพบแรงบันดาลใจและแรงขับเคลื่อนภายในตั้งแต่เบื้องต้น อันเป็นความดีของบุพการี บิดาผู้เคยตอบโจทย์ปัญหาของเด็กเจ็ดขวบ ว่า “คนเราเกิดมาทำไม”
คำตอบว่า “เราเกิดมาเพื่อทำให้โลกน่าอยู่” กลายเป็นสิ่งที่ผลักดันแทบทั้งชีวิต เรื่องเกี่ยวกับอุดมการณ์และเป้าหมายชีวิต เรียกได้ว่าลมหายใจเข้าลมหายใจออกคิดถึงสิ่งนี้ตลอดเวลา สิ่งที่เขียนมาทั้งหมดข้างต้นก็เป็นการกระทำเพื่อสิ่งที่ยึดมั่นและเชื่อมั่น เพื่อนรักของผมคนหนึ่งกล่าวว่า “เราอยากให้สังคมเป็นสุข และให้กล้า(ผม)เป็นสุขด้วย” แต่ตัวตนที่ผ่านมาผมกลับให้ความสุขอยู่ในจุดมุ่งหมายและความสำเร็จ ดังนั้นผมไม่ค่อยมีความสุขเลย หากต่อไปจะมีความสุขมากขึ้นได้ คงเป็นความรู้ระลึกว่ากำลังทำอะไรอยู่ การรู้ตัวที่มากขึ้นในทุกขั้นตอนของชีวิต อาจทำให้เกิดปัญญาที่มากขึ้น และความสุขสงบที่มากขึ้น
ไปต่างจังหวัดครั้งนี้ เรียนรู้ขึ้นมากถึงกระบวนการก่อนที่จะประสบความสำเร็จใดใด คือการเรียนรู้ตนเอง เข้าใจตนเอง และเข้าใจชัดขึ้นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงที่ยากที่สุดอาจไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงสังคม การเปลี่ยนแปลงโลก แต่คือการเริ่มต้นเข้าใจตนเอง และเปลี่ยนแปลงตนเองก่อน ผมน้ำตาไหลไว้อาลัยความไม่รู้ในอดีต ไว้อาลัยความเขลาในอดีต ไว้อาลัยความคิดที่เลวร้ายในอดีต
ขอซาบซึ้งในโลกและเพื่อนมนุษย์ ขออภัยในการเบียดเบียนด้วย ความไม่รู้ และขอให้มุ่งไปสู่การพัฒนาร่วมกันอีกขั้นหนึ่ง เป็นมนุษย์ที่เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ตนเองต่อไปคุณค่าที่สำคัญที่สุดคือคุณค่าภายในที่วัดไม่ได้ด้วยปรอทวัดไข้ และคะแนนการสอบใดใด
ขอแสดงความยินดีด้วย ฟังดูคล้ายกับตอนเราไปสวนโมกข์เลย(อันนั้นก็ชื่อ retreat ซึ่งก็คือการลาพักร้อนจากสิ่งวุ่นวายที่บดบังสติปัญญาอยู่ในชีวิตประจำวัน) การเข้าใจแบบนี้เป็นการเข้าใจถึงสองอย่างไม่ใช่แค่อย่างเดียว คือเข้าใจว่าเราเปลี่ยนแปลงผู้อื่น(โดยตรง)ไม่ได้ ถ้ารู้แค่อันนี้ก็อาจจะหมดกำลังใจในการทำดี อีกอย่างคือเข้าใจว่าเราเปลี่ยนแปลงตนเองได้ ถ้ารู้แค่นี้ก็อาจจะหลอกตัวเองได้ว่าแค่ความพยายามอย่างเดียวก็พอเพียงในการทำให้อะไรให้ประสบความสำเร็จเมื่อเห็นเช่นนี้แล้วจะเป็นการยากขึ้นที่จะทรมานตัวเองเพราะ"ตัวเอง"ซึ่งเป็นความขัดแย้งของสิ่งที่เกิดกับสิ่งที่อยากให้เกิดมันหดเล็กลง กล้าจะได้มีชีวิตที่เย็นสบายมากขึ้นน้ำตาไหลเลยเรอะ แบบนี้รึเปล่า (;- 😉
เพราะนายผ่านอะไรๆในแบบที่นายผ่านมา นายถึงมองเห็นอะไรๆในแบบที่นายมองเห็นอยู่ สินะ :)เราว่านะ ที่เขาเรียกการพักผ่อนว่าพักผ่อน ก็เพราะว่า เรา(อย่างน้อยก็กู)ต้อง "พัก"(=หยุด) อะไรๆที่บีบคั้นเรา(จะเป็นสิ่งแวดล้อมหรือความต้องการภายในของตัวเอง) และต้อง "ผ่อน" อำนาจของอะไรๆเหล่านั้นให้มันแผ่วลง ชั่วระยะเวลาหนึ่ง เพื่อ… เราไม่คิดว่าการผักผ่อนเป็นสิ่งที่ฟุ่มเฟือยหรอกนะ ถ้าใช้มันให้พอดี(optimized) ดังนั้น ใช้มันให้พอนะยินดีด้วยนะที่เห็นความจริงข้อนี้ในระดับที่ซาบซึ้งได้ 🙂
สองคนออกความเห็นได้น่าอ่านมาก อ่านแล้วเศร้าใจตัวเอง ปั่นการบ้านไม่ได้หลับได้นอน
สวัสดีครับ ยินดีที่รู้จักนะครับ ผมค้นกูเกิ้ลดุ2-3ครั้งเห็นจะได้เลยมาทักทายนะครับ